วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560
ข้อสอบ เรื่องประเภทของอาหาร
แบบทดสอบ
เรื่อง ประเภทของอาหาร
เรื่อง ประเภทของอาหาร
| 1. ถ้าขาดวิตามินซี จะเป็นอย่างไร |
| 2. นมถั่วเหลืองมีสารอาหารประเภทใดมากที่สุด |
| 3. การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดมีผลดีต่อสุขภาพอย่างไร |
| 4. อาหารประเภทใดช่วยในการขับถ่ายอุจจาระให้สะดวก |
| 5. หากเกิดอาการท้องผูก ควรรับประทานอาหารประเภทใดให้มาก |
| 6. รายการอาหารใน 1 วัน ข้อใดเหมาะสมกับเด็กในวัยเรียนมากที่สุ |
| 7. ใน 1 วัน นักเรียนควรกินไข่ กี่ฟอง |
| 8. ข้อใดอาจจะทำให้เกิดโรคพยาธิได้ |
| 9. พฤติกรรมการกินอาหารในข้อใดที่มีประโยชน์ผลดีต่อสุขภาพ |
| 10. เราใส่สารกันบูดในอาหารเพื่ออะไร ? |
| 11. น้ำส้มสายชูมีลักษณะใดไม่ควรนำมาปรุงอาหาร ? |
| 12. ข้อใดถูกต้อง |
| 13. ข้อใดเป็นสารกันบูดที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใส่ในอาหาร |
| 14. คนที่เป็นโรคโลหิตจางควรรับประทานอาหารที่มีเกลือแร่ชนิดใดมากที่ |
| 15. สารอาหารในข้อใดที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย |
| 16. ถ้าพลังงานที่เราได้รับจากอาหารใน 1 วันเกินความต้องการของร่างกาย เราควรทำอย่างไร |
| 17. วิตามินในข้อใดละลายในไขมัน |
| 18. สารอาหารประเภทใดที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย |
| 19. เราเคยกินอาหารกลางวันตอนเที่ยง วันรุ่งขึ้นเรากินอาหารตอนกลางวันเวลาใด |
| 20. สารโลหะหนักชนิดใดที่พบในสีย้อมผ้าและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ? |
| 21. เด็กในวัยเจริญเติบโตต้องการสารอาหารประเภทใดมากที่สุด |
| 22. คนที่เป็นโรคเหน็บชา ควรรับประทานอาหารในข้อใด |
| 23. การกินอาหารไม่เป็นเวลาอาจจะทำให้เกิดโรคอะไร |
| 24. ถ้าต้องการให้ขนมชั้นมีสีเขียว ควรใช้สีจากอะไร |
| 25. อาหารที่มีลักษณะตามข้อใด ปลอดภัยในการบริโภคมากที่สุด ? |
| 26. วิตามินชนิดใดที่มีอยู่ในแสงแดด |
| 27. ขนมเปียกปูนสีดำใช้สีจากอะไร |
| 28. สารเจือปนข้อใดใช้ปรุงแต่งกลิ่นของอาหาร ? |
| 29. สิ่งใดทดสอบผงชูรสปลอม ? |
| 30. เด็กหญิงวัย 10 - 12 ปี ต้องการพลังงานใน 1 วัน มากกว่าหรือน้อยกว่าเด็กชาย ในวัยเดียวกัน |
ข้อสอบ เรื่องอาหาร
แบบทดสอบ
เรื่อง อาหาร
ข้อที่ 1
1.ข้อใดตรงกับอาหารมากที่สุด
ก. เป็นสิ่งที่รับประทานแล้วให้พลังงาน
ข. เป็นสิ่งที่รับประทานแล้วความอบอุ่นแก่ร่างกาย
ค. เป็นสิ่งที่รับประทานแล้วซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ง. เป็นสิ่งที่รับประทานแล้วให้ประโยชน์แก่ร่างกาย
ข้อที่ 2
2. การทดลองไบยูเร็ตเป็นวิธีการที่ใช้ทดสอบสารอาหารประเภทใด
ก. แร่ธาตุ
ข. โปรตีน
ค. ไขมัน
ง. คาร์โบไฮเดรต
ข้อที่ 3
3. ข้อใดเป็นหน่วยวัดพลังงานความร้อนในอาหาร
ก. จูล
ข. องศาเซลเซียส
ค. แคลอรี
ง. กรัม
ข้อที่ 4
4. ถ้ารับประทานมะเขือเทศเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคอะไรได้
ก. โรคเหน็บชา
ข. หลอดเลือดฝอยเปราะ
ค. โรคปากนกกระจอก
ง. โรคกระดูกอ่อน
ข้อที่ 5
5. ข้อใดเป็นคู่วิตามินและโทษของการขาดวิตามินนั้นได้ถูกต้อง
ก. วิตามินเค - เป็นหมัน
ข. วิตามินเอ - กระดูกอ่อน
ค. วิตามินบี 1 - เหน็บชา
ง. วิตามินอี - เลือดแข็งตัวช้า
ข้อที่ 6
6. สารอาหารโปรตีนมีองค์ประกอบใดที่ต่างจากสารคาร์โบไฮเดรต
ก. ไนโตรเจน และออกซิเจน
ข. ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส
ค. คาร์บอนกับออกซิเจน
ง. ไฮโดรเจนกับออกซิเจน
ข้อที่ 7
7. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก. เด็กที่มีรูปร่างอ้วนอาจเป็นโรคขาดสารอาหารได้
ข. เด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหารส่วนใหญ่จะเกิดกับวัยรุ่น
ค. เด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหารเพราะรับประทานสารอาหารไม่ครบ
ง. เด็กที่ขาดโปรตีนจะเป็นอันตรายมากกว่าขาดสารอาหารประเภทอื่น
ข้อที่ 8
8. บุคคลในข้อใดต้องการสารอาหารมากกว่าบุคคลประเภทอื่น
ก. ผู้ที่ให้นมบุตร
ข. ผู้ที่อยู่ในวัยเด็ก
ค. ผู้ที่อยู่ในวัยรุ่น
ง. ผู้ที่อยู่ในวัยชรา
ข้อที่ 9
9. ถ้าราคาเท่ากันนักเรียนควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใดจึงจะให้คุณค่าทางอาหารดีที่สุด
ก. นมถั่วเหลือง
ข. ปาท่องโก๋
ค. กล้วยบวชชี
ง. ขนมครก
ข้อที่ 10
10. ข้อใดเรียงลำดับการใช้พลังงานจากมากไปหาน้อย
ก. เขียนหนังสือ,ล้างจาน,ล้างรถ
ข. ล้างรถ,เขียนหนังสือ,ล้างจาน
ค. ล้างรถ,ล้างจาน,เขียนหนังสือ
ง. ล้างจาน,ล้างรถ,เขียนหนังสือ
พร้อมเฉลย
ที่มา/https://www.blogger.com/blogger.g?blogID=5629799223626594109#editor/target=post;postID=6779447795007930676;onPublishedMenu=allposts;onClosedMenu=allposts;postNum=1;src=postname
เรื่อง อาหาร
ข้อที่ 1
1.ข้อใดตรงกับอาหารมากที่สุด
ก. เป็นสิ่งที่รับประทานแล้วให้พลังงาน
ข. เป็นสิ่งที่รับประทานแล้วความอบอุ่นแก่ร่างกาย
ค. เป็นสิ่งที่รับประทานแล้วซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ง. เป็นสิ่งที่รับประทานแล้วให้ประโยชน์แก่ร่างกาย
ข้อที่ 2
2. การทดลองไบยูเร็ตเป็นวิธีการที่ใช้ทดสอบสารอาหารประเภทใด
ก. แร่ธาตุ
ข. โปรตีน
ค. ไขมัน
ง. คาร์โบไฮเดรต
ข้อที่ 3
3. ข้อใดเป็นหน่วยวัดพลังงานความร้อนในอาหาร
ก. จูล
ข. องศาเซลเซียส
ค. แคลอรี
ง. กรัม
ข้อที่ 4
4. ถ้ารับประทานมะเขือเทศเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคอะไรได้
ก. โรคเหน็บชา
ข. หลอดเลือดฝอยเปราะ
ค. โรคปากนกกระจอก
ง. โรคกระดูกอ่อน
ข้อที่ 5
5. ข้อใดเป็นคู่วิตามินและโทษของการขาดวิตามินนั้นได้ถูกต้อง
ก. วิตามินเค - เป็นหมัน
ข. วิตามินเอ - กระดูกอ่อน
ค. วิตามินบี 1 - เหน็บชา
ง. วิตามินอี - เลือดแข็งตัวช้า
ข้อที่ 6
6. สารอาหารโปรตีนมีองค์ประกอบใดที่ต่างจากสารคาร์โบไฮเดรต
ก. ไนโตรเจน และออกซิเจน
ข. ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส
ค. คาร์บอนกับออกซิเจน
ง. ไฮโดรเจนกับออกซิเจน
ข้อที่ 7
7. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
ก. เด็กที่มีรูปร่างอ้วนอาจเป็นโรคขาดสารอาหารได้
ข. เด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหารส่วนใหญ่จะเกิดกับวัยรุ่น
ค. เด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหารเพราะรับประทานสารอาหารไม่ครบ
ง. เด็กที่ขาดโปรตีนจะเป็นอันตรายมากกว่าขาดสารอาหารประเภทอื่น
ข้อที่ 8
8. บุคคลในข้อใดต้องการสารอาหารมากกว่าบุคคลประเภทอื่น
ก. ผู้ที่ให้นมบุตร
ข. ผู้ที่อยู่ในวัยเด็ก
ค. ผู้ที่อยู่ในวัยรุ่น
ง. ผู้ที่อยู่ในวัยชรา
ข้อที่ 9
9. ถ้าราคาเท่ากันนักเรียนควรเลือกรับประทานอาหารชนิดใดจึงจะให้คุณค่าทางอาหารดีที่สุด
ก. นมถั่วเหลือง
ข. ปาท่องโก๋
ค. กล้วยบวชชี
ง. ขนมครก
ข้อที่ 10
10. ข้อใดเรียงลำดับการใช้พลังงานจากมากไปหาน้อย
ก. เขียนหนังสือ,ล้างจาน,ล้างรถ
ข. ล้างรถ,เขียนหนังสือ,ล้างจาน
ค. ล้างรถ,ล้างจาน,เขียนหนังสือ
ง. ล้างจาน,ล้างรถ,เขียนหนังสือ
พร้อมเฉลย
ที่มา/https://www.blogger.com/blogger.g?blogID=5629799223626594109#editor/target=post;postID=6779447795007930676;onPublishedMenu=allposts;onClosedMenu=allposts;postNum=1;src=postname
คําชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคําตอบที่ถูกที่สุดแลวทําเครื่องหมาย ลงในกระดาษคําตอบคำชี้แจง ให้คําชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคําตอบที่ถูกที่สุดแลคําชี้แจง ใหนักเรียนเลือกคําตอบที่ถูกที่สุดแลวทําเครื่องหมาย ลงในกระดษคําตอบวทําเครื่องหมาย ลงในกระดาษคําตอบนักเรียนเลือกคำตอ
ข้อสอบ เรื่องสารอาหาร
แบบทดสอบเรื่องสารอาหาร
- 1.สารอาหารประเภทใดให้พลังงานแ่ก่ร่างกาย
- A.โปรตีน
- B.ไขมัน
- C.คาร์โบไฮเดรต
- D.ถูกทุกข้อ
- 2.สารอาหารในข้อใดที่ไม่ให้พลังงาน
- A.เกลือแร่
- B.วิตามิน
- C.ไขมัน
- D.ถูกเฉพาะข้อ ก และ ข้อ ข
- 3.สารอาหารในข้อใดให้พลังงานสูงสุด
- A.โปรตีน
- B.ไขมัน
- C.คาร์โบไฮเดรต
- D.เกลือแร่และวิตามิน
- 4.การรับประทานผักและผลไม้ให้สารอาหารประเภทใด
- A.โปรตีน
- B.ไขมัน
- C.คาร์โบไฮเดรต
- D.เกลือแร่และวิตามิน
- 5.การรับประทานอาหารประเภทใดมีส่วนทำให้ร่างกายมีคอเลสเตอรอลสูงขึ้น
- A.โปรตีน
- B.ไขมัน
- C.เกลือแร่
- D.วิตามินเฉลย1.D 2.D 3.B 4.D 5.Bที่มา/https://www.blogger.com/blogger.g?blogID=5629799223626594109#editor/target=post;postID=1923664403099131844;onPublishedMenu=allposts;onClosedMenu=allposts;postNum=0;src=postname
ข้อสอบ เรื่องสารอาหารที่ให้ความสำคัญต่อร่างกาย
แบบทดสอบ เรื่องสารอาหารที่ให้ความสำคัญต่อร่างกาย
คำสั่ง ให้นักเรียนทำเครื่องหมายกากบาท(X)ทับข้อที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ข้อใดคืออาหารหลักหมู่ที่ 1.
ก. เนื้อสัตว์ นม ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง ข. ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน
ค. พืชผักสีเขียวและสีเหลือง สีแดง สีม่วง สึขาว(พืชผัก 5 สี)
ง. อาหารประเภทไขมันสัตว์และพืช
เฉลยข้อ ก เนื้อ นม ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง
2. พืชผักสีเขียวและสีอื่น ๆ จัดอยู่ในอาหารหลักหมู่ใด.
ก. อาหารหลักหมู่ที่ 1 ข. อาหารหลักหมุ่ที่ 2
ค. อาหารหลักหมู่ที่ 3 ง. อาหารหลักหมู่ที่ 4
เฉลยข้อ ค พืชผัก 5 สี
3. อาหารหลักหมู่ที่ 4 คือข้อใด.
ก. พืชผักสีเขียวและสีอื่น ๆ ข. ผลไม้ชนิดต่าง ๆ
ค. เนื้อ นม ไข่ และถั่วเมล้ดแห้ง ง. ไขมันจากพืชและสัตว์
เฉลยข้อ ข ผลไม้ชนิดต่าง ๆ
4. อาหารหลักหมู่ใดให้สารอาหารเหมือนกัน.
ก. อาหารหลักหมุ่ที่ 1 และ 2 ข. อาหารหลักหมู่ 2 และ 3
ค. อาหารหลักหมู่ที่ 3 และ 4 ง. อาหารหลักหมู่ที่ 4 และ 5
เฉลยข้อ ค พืชผัก และ ผลไม้
5. อาหารหลักหมู่ที่ 1 ให้สารอาหารในข้อใด.
ก. โปรตีน ข. คาร์โบไฮเดรต ค. เกลือแร่ ง. ไขมัน
เฉลยข้อ ก โปรตีน
6. น้ำเต้าหู้และเต้าเจี้ยวจัดอยู่ในอาหารหลักหมู่ใด.
ก. อาหารหลักหมู่ที่ 1 ข. อาหารหลักหมู่ที่ 2
ค. อาหารหลักหมู่ที่ 3 ค. อาหารหลักหมู่ที่ 5
เฉลยข้อ ก เนื้อ นม ไข่ และ ถั่วเมล็ดแห้ง
7. ข้อใดคืออาหารหลักหมู่ที่ 3 และ อาหารหลักหมู่ที่ 4.
ก. ข้าว ก๋วยเตี๋ยว อ้อย ข. เนื้อหมูติดมัน เครื่องในสัตว์
ค. กล้วย ถั่วเขียว ง. มะละกอ ฟักเขียว
เฉลยข้อ ง มะละกอ ฟักเขียว
8. ข้อใดไม่ใช่อาหารพวกเดียว.
ก. ข้าว มันสำปะหลัง ข. น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง
ค. นม โปรตีนเกษตร ง. ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว
เฉลยข้อ ง ถั่วเหลือ ถั่วฝักยาว
9. ก๋วยเตี๋ยว เผือกกวน มันเทศเชื่อม จัดอยู่ในอาหารหลักหมู่ใด.
ก. อาหารหลักหมู่ที่ 1 ข. อาหารหลักหมู่ที่ 2
ค. อาหารหลักหมู่ที่ 3 ง. อาหารหลักหมู่ที่ 5
เฉลยข้อ ข อาหารหลักหมู่ที่ 2 ได้แก่ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือกมัน
10. น้ำมันพืชจัดเป็นอาหารหลักหมู่เดียวกับข้อใด.
ก. ถั่ว ข. เนย ค. น้ำตาล ง. ผักต่าง ๆ
เฉลยข้อ ข เนย
11. มันต้มจัดอยู่ในอาหาารหลักหมู่ที่ 2 ให้สารอาหารประเภทใด.
ก. คาร์์โบไฮเดรต ข. เกลือแร่ ค. โปรตีน ง. ไขมัน
เฉลยข้อ ก คาร์โบไฮเดรต
12.ข้อใดจ้ดว่าเป็นอาหารที่มีสารอาหารประเภทโปรตีนมาก.
ก. ก๋วยเตี๋ยวไก่ ข. เย็นตาโฟ ค. สุกี้ยากี้ ง. เกาเหลา
เฉลยข้อ ง เพราะเกาเหลาวัสดุหลักคือเนื้อสัตว์
13. ฟักทองจัดอยุ่ในอาหารหลักหมู่ใด.
ก. อาหารหลักหมมู่ที่ 1 ข. อาหาารหลักหมู่ที่ 2 ค. หมู่ที่ 3 ง. หมู่ที่ 4
เฉลยข้อ ค อาหารหลลักหมู่ที่ 3 พืชผักสีต่าง ๆ
14. ข้อใดไม่สัมพันธ์กัน
ก. อาหาารหลักหมู่ที่ 1 ให้สารอาหาารประเภทโปรตีน
ข. อาหารหลักหมู่ที่ 2 ให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
ค. อาหารรหลักหมู่ที่ 3 และ 4 ให้สารอาหาารประเภทเกลือแร่
ง. อาหารหลักกหมุ่ที่ 5 ให้สารอาหารประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรต
เฉลยข้อ ง อาหารหลักหมู่ที่ 5ไขมันพืชและสัตว์ไห้สารอาหารประเภทไขมัน
15. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 1
ก. ให้พลังงาน ข. ช่วยไม่ให้ท้องผูก
ค. เป็นส่วนประกอบของสารรเอนไซน์แลละฮอร์โมน
ง. ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะตต่าง ๆ ในร่างกาย
เฉลยข้อ ข ช่วยไม่ให้ท้องผูกเพราะอาหารหลักหมุ่ที่ 1 ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เป็นส่วนประกอบของสาารเคมีที่ให้อำนาจใในการต้านทานโรค ให้พลังงานในกรณีร่างกายได้รับคาร์โบไม่เพียงพอโปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลลอรี่ เป็นส่วนประกอบของสารเอนทไซน์และฮอร์โมน เช่น การย่อย การรหายใจ การดูดซึม
16.ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับปริมาณที่ร่างกายต้องการสารอาหารรประเภทโปรตีนใน 1 วัน
ก. ผู้ใหญ่ควรได้รับสารโปรตีนวันละ 180 กรัม
ข. เด็กแรกเกิดถึงวัยผู้ใใหญ่ต้องการโปรตีนมากวันละ 3-5 วันต่ออน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม
ค. หญิงตั้งครรภ์ต้องการสารโปรตีนวันละ 240-360 กรัมและหญิงระยะให้นมบุตรควรบรริโภควันละะ 300-400 กรัม
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลยข้อ ง
17. ข้อใดคือประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 2
ก. ให้พลังงานแก่ร่างกายให้ความอบอุ่น ข. การย่อยการดูดซึม
ค. ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข
เฉลยข้อ ง ประโยชน์ของสารคาร์โบไฮเดรตคือให้พลังงานความอบอุ่นและการย่อยการดูดซึม
18. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับปริมาณที่ร่ากายต้องการอาหารหลักหมู่ที่่ 2
ก. ขึ้นอยู่กับการประดอบกิจกรรมว่าออกแรงมากหรือน้อย
ข. ความต้องการขึ้นอยู่กับ เพศ วัย และขนาดของร่างกาย
ค. ผู้ใหย่อย่างน้อยควรได้รับร้อยละ 50-70 ของพลังงานที่ต้องการ
ง. ถูกทุกข้อ
19. ข้อใดคือประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 3
ก. ช่วยในการทำงานของระบบบขับถ่าย ข. ช่วยไม่ให้อ้วน
ค. ช่วยให้ผิวพรรณณสวยงามและไม่เป็นสิว ถ้ารับประทานมากอาจป้องกันโรคมะเร็งได้
ง. ถูกทุกข้อ
20. ข้อใดคือประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 4
ก. น้ำตาลในผลไม้ช่วยให้หายเหนื่อยเร็ว
ข. วิตามินซีที่ได้รับจากผลไม้ช่วยต้านทานโรคทำให้แผลหายเร็วและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
ง. ถูกทุกข้อ
21. ข้อใดคือประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 5
ก. ช่วยทำให้อิ่มนาน ข. ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหาร
ค. ให้พลังงานแก่ร่างกาย และช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามิน เอ ดี อี เค
ง. ถูกทุกข้อ
22. ถ้าร่างกายขาดน้ำ 2-3 วันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ข้อใดคือประโยชน์
ก. ช่วยในการย่อยอาหาร ข. ช่วยในการดูดซึม ค. การนำพาสารอาหารต่าง ๆ ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายและนำพาความร้อนออกจากร่างกาย
ง. ถูกทุกข้อ
23. นักเรียนควรดื่นน้ำในข้อใดจึงมีประโยชนืต่อร่างกาย
ก. น้ำำสะอาดดื่มอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
ข. น้ำจากเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางอาหารทุกชนิดเช่นนม
ค. เครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ต่าง ๆซึ่งมี น้ำตาล เกลือแร่และวิตามินซี
ง. ถูกทุกข้อ
24. ผลไม้ชนิดใดต่อไปนี้้มีวิตามินซีต่ำ
ก. ฝรั่ง ข. กล้วย ค. มะขามเทศ ง. มะลกอสุก
เฉลยข้อ ง มะละกอ
25. น้ำในข้อใดที่นักเรียนควรหลีกเลี่ยงเพราะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ก. น้ำชา กาแฟ ข. น้ำหวานใส่สีต่าง ๆ ค. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ง. ถูกทุกข้อที่กล่าวมา เฉลยข้อ ง
26.
1. ข้อใดคืออาหารหลักหมู่ที่ 1.
ก. เนื้อสัตว์ นม ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง ข. ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน
ค. พืชผักสีเขียวและสีเหลือง สีแดง สีม่วง สึขาว(พืชผัก 5 สี)
ง. อาหารประเภทไขมันสัตว์และพืช
เฉลยข้อ ก เนื้อ นม ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง
2. พืชผักสีเขียวและสีอื่น ๆ จัดอยู่ในอาหารหลักหมู่ใด.
ก. อาหารหลักหมู่ที่ 1 ข. อาหารหลักหมุ่ที่ 2
ค. อาหารหลักหมู่ที่ 3 ง. อาหารหลักหมู่ที่ 4
เฉลยข้อ ค พืชผัก 5 สี
3. อาหารหลักหมู่ที่ 4 คือข้อใด.
ก. พืชผักสีเขียวและสีอื่น ๆ ข. ผลไม้ชนิดต่าง ๆ
ค. เนื้อ นม ไข่ และถั่วเมล้ดแห้ง ง. ไขมันจากพืชและสัตว์
เฉลยข้อ ข ผลไม้ชนิดต่าง ๆ
4. อาหารหลักหมู่ใดให้สารอาหารเหมือนกัน.
ก. อาหารหลักหมุ่ที่ 1 และ 2 ข. อาหารหลักหมู่ 2 และ 3
ค. อาหารหลักหมู่ที่ 3 และ 4 ง. อาหารหลักหมู่ที่ 4 และ 5
เฉลยข้อ ค พืชผัก และ ผลไม้
5. อาหารหลักหมู่ที่ 1 ให้สารอาหารในข้อใด.
ก. โปรตีน ข. คาร์โบไฮเดรต ค. เกลือแร่ ง. ไขมัน
เฉลยข้อ ก โปรตีน
6. น้ำเต้าหู้และเต้าเจี้ยวจัดอยู่ในอาหารหลักหมู่ใด.
ก. อาหารหลักหมู่ที่ 1 ข. อาหารหลักหมู่ที่ 2
ค. อาหารหลักหมู่ที่ 3 ค. อาหารหลักหมู่ที่ 5
เฉลยข้อ ก เนื้อ นม ไข่ และ ถั่วเมล็ดแห้ง
7. ข้อใดคืออาหารหลักหมู่ที่ 3 และ อาหารหลักหมู่ที่ 4.
ก. ข้าว ก๋วยเตี๋ยว อ้อย ข. เนื้อหมูติดมัน เครื่องในสัตว์
ค. กล้วย ถั่วเขียว ง. มะละกอ ฟักเขียว
เฉลยข้อ ง มะละกอ ฟักเขียว
8. ข้อใดไม่ใช่อาหารพวกเดียว.
ก. ข้าว มันสำปะหลัง ข. น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง
ค. นม โปรตีนเกษตร ง. ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว
เฉลยข้อ ง ถั่วเหลือ ถั่วฝักยาว
9. ก๋วยเตี๋ยว เผือกกวน มันเทศเชื่อม จัดอยู่ในอาหารหลักหมู่ใด.
ก. อาหารหลักหมู่ที่ 1 ข. อาหารหลักหมู่ที่ 2
ค. อาหารหลักหมู่ที่ 3 ง. อาหารหลักหมู่ที่ 5
เฉลยข้อ ข อาหารหลักหมู่ที่ 2 ได้แก่ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือกมัน
10. น้ำมันพืชจัดเป็นอาหารหลักหมู่เดียวกับข้อใด.
ก. ถั่ว ข. เนย ค. น้ำตาล ง. ผักต่าง ๆ
เฉลยข้อ ข เนย
11. มันต้มจัดอยู่ในอาหาารหลักหมู่ที่ 2 ให้สารอาหารประเภทใด.
ก. คาร์์โบไฮเดรต ข. เกลือแร่ ค. โปรตีน ง. ไขมัน
เฉลยข้อ ก คาร์โบไฮเดรต
12.ข้อใดจ้ดว่าเป็นอาหารที่มีสารอาหารประเภทโปรตีนมาก.
ก. ก๋วยเตี๋ยวไก่ ข. เย็นตาโฟ ค. สุกี้ยากี้ ง. เกาเหลา
เฉลยข้อ ง เพราะเกาเหลาวัสดุหลักคือเนื้อสัตว์
13. ฟักทองจัดอยุ่ในอาหารหลักหมู่ใด.
ก. อาหารหลักหมมู่ที่ 1 ข. อาหาารหลักหมู่ที่ 2 ค. หมู่ที่ 3 ง. หมู่ที่ 4
เฉลยข้อ ค อาหารหลลักหมู่ที่ 3 พืชผักสีต่าง ๆ
14. ข้อใดไม่สัมพันธ์กัน
ก. อาหาารหลักหมู่ที่ 1 ให้สารอาหาารประเภทโปรตีน
ข. อาหารหลักหมู่ที่ 2 ให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
ค. อาหารรหลักหมู่ที่ 3 และ 4 ให้สารอาหาารประเภทเกลือแร่
ง. อาหารหลักกหมุ่ที่ 5 ให้สารอาหารประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรต
เฉลยข้อ ง อาหารหลักหมู่ที่ 5ไขมันพืชและสัตว์ไห้สารอาหารประเภทไขมัน
15. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 1
ก. ให้พลังงาน ข. ช่วยไม่ให้ท้องผูก
ค. เป็นส่วนประกอบของสารรเอนไซน์แลละฮอร์โมน
ง. ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะตต่าง ๆ ในร่างกาย
เฉลยข้อ ข ช่วยไม่ให้ท้องผูกเพราะอาหารหลักหมุ่ที่ 1 ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เป็นส่วนประกอบของสาารเคมีที่ให้อำนาจใในการต้านทานโรค ให้พลังงานในกรณีร่างกายได้รับคาร์โบไม่เพียงพอโปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 แคลลอรี่ เป็นส่วนประกอบของสารเอนทไซน์และฮอร์โมน เช่น การย่อย การรหายใจ การดูดซึม
16.ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับปริมาณที่ร่างกายต้องการสารอาหารรประเภทโปรตีนใน 1 วัน
ก. ผู้ใหญ่ควรได้รับสารโปรตีนวันละ 180 กรัม
ข. เด็กแรกเกิดถึงวัยผู้ใใหญ่ต้องการโปรตีนมากวันละ 3-5 วันต่ออน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม
ค. หญิงตั้งครรภ์ต้องการสารโปรตีนวันละ 240-360 กรัมและหญิงระยะให้นมบุตรควรบรริโภควันละะ 300-400 กรัม
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลยข้อ ง
17. ข้อใดคือประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 2
ก. ให้พลังงานแก่ร่างกายให้ความอบอุ่น ข. การย่อยการดูดซึม
ค. ช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ง. ถูกทั้งข้อ ก และ ข
เฉลยข้อ ง ประโยชน์ของสารคาร์โบไฮเดรตคือให้พลังงานความอบอุ่นและการย่อยการดูดซึม
18. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับปริมาณที่ร่ากายต้องการอาหารหลักหมู่ที่่ 2
ก. ขึ้นอยู่กับการประดอบกิจกรรมว่าออกแรงมากหรือน้อย
ข. ความต้องการขึ้นอยู่กับ เพศ วัย และขนาดของร่างกาย
ค. ผู้ใหย่อย่างน้อยควรได้รับร้อยละ 50-70 ของพลังงานที่ต้องการ
ง. ถูกทุกข้อ
19. ข้อใดคือประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 3
ก. ช่วยในการทำงานของระบบบขับถ่าย ข. ช่วยไม่ให้อ้วน
ค. ช่วยให้ผิวพรรณณสวยงามและไม่เป็นสิว ถ้ารับประทานมากอาจป้องกันโรคมะเร็งได้
ง. ถูกทุกข้อ
20. ข้อใดคือประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 4
ก. น้ำตาลในผลไม้ช่วยให้หายเหนื่อยเร็ว
ข. วิตามินซีที่ได้รับจากผลไม้ช่วยต้านทานโรคทำให้แผลหายเร็วและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
ง. ถูกทุกข้อ
21. ข้อใดคือประโยชน์ของอาหารหลักหมู่ที่ 5
ก. ช่วยทำให้อิ่มนาน ข. ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหาร
ค. ให้พลังงานแก่ร่างกาย และช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามิน เอ ดี อี เค
ง. ถูกทุกข้อ
22. ถ้าร่างกายขาดน้ำ 2-3 วันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ข้อใดคือประโยชน์
ก. ช่วยในการย่อยอาหาร ข. ช่วยในการดูดซึม ค. การนำพาสารอาหารต่าง ๆ ไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายและนำพาความร้อนออกจากร่างกาย
ง. ถูกทุกข้อ
23. นักเรียนควรดื่นน้ำในข้อใดจึงมีประโยชนืต่อร่างกาย
ก. น้ำำสะอาดดื่มอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว
ข. น้ำจากเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางอาหารทุกชนิดเช่นนม
ค. เครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ต่าง ๆซึ่งมี น้ำตาล เกลือแร่และวิตามินซี
ง. ถูกทุกข้อ
24. ผลไม้ชนิดใดต่อไปนี้้มีวิตามินซีต่ำ
ก. ฝรั่ง ข. กล้วย ค. มะขามเทศ ง. มะลกอสุก
เฉลยข้อ ง มะละกอ
25. น้ำในข้อใดที่นักเรียนควรหลีกเลี่ยงเพราะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ก. น้ำชา กาแฟ ข. น้ำหวานใส่สีต่าง ๆ ค. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ง. ถูกทุกข้อที่กล่าวมา เฉลยข้อ ง
26.
ที่มา/https://www.blogger.com/blogger.g?blogID=5629799223626594109#editor/target=post;postID=6762722754810440363
ข้อสอบ เรื่องอาหารหลัก 5หมู่
แบบทดสอบ
1. ขอใดถูกที่สุด
ก. อาหาร คือ สิ่งที่สิ่งมีชีวิตบริโภคเพื่อใหสามารถดํารงชีวิตอยูได
ข. อาหาร คือ สิ่งที่มาจากสิ่งมีชีวิตและไมมีชีวิต
ค. อาหาร คือ สิ่งที่มาจากสิ่งไมมีชีวิต
ง. อาหาร คือ สิ่งที่บริโภคได
2.ขอใดคือคุณคาของอาหารถูกที่สุด
ก. อาหารทําใหอิ่ม
ข. อาหารทําใหอรอย
ค. อาหารทําใหมีความตานทานโรค
ง. อาหารทําใหรางกายเจริญเติบโต แข็งแรง
3. ขาว แปง น้ําตาล เผือก มัน ใหสารอาหารประเภทใด
ก. วิตามิน เกลือแร
ข. คารโบไฮเดรท
ค. โปรตีน
ง. ไขมัน
4. เนื้อสัตว ไข ถั่ว นม ใหสารอาหารประเภทใด
ก. วิตามิน
ข. โปรตีน
ค. ไขมัน
ง. คารโบไฮเดรท
5. อาหารหมูใดที่ใหสารอาหารประเภทวิตามินและเกลือแร
ก. หมูพืช ผักตาง ๆ
ข. หมูไขมันจากสัตว
ค. หมูไขมันจากพืช
ง. หมูน้ํามันพืช
6. สารอาหารในขอใดที่ชวยซอมแซมสวนที่สึกหรอของรางกาย
ก. ผัก
ข. ผลไม
ค. ขาว มัน
ง. ถั่วแหง งา
7. สารอาหารหมูใดที่ชวยทําใหระบบขับถายทํางานปกติ
ก. ไขมัน
ข. โปรตีน
ค. คารโบไอเดรท
ง. วิตามิน เกลือแร
8. อาหารเชาที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการ คือขอใด
ก. ขาวสวย แกงจืดตําลึง สม
ข. ขนมปง ชาหรือกาแฟ
ค. ขาวผัด บวดฟกทอง
ง. ขาวเหนียว สมตํา
9. นักเรียนคิดวา อาหารประเภทใดมีสารอาหาร 5 หมู มากที่สุด
ก. ขาวขาหมู
ข. ขาวตมหมู
ค. ขาวไขเจียวหมูสับ
ง. ขาวกระเพราหมู
10. สมมุติวาเพื่อนของนักเรียนผิวพรรณไมสดใส นักเรียนจะแนะนําใหเพื่อน
รับประทานอาหารหมูใด
ก. วิตามิน เกลือแร
ข. คารโบไฮเดรท
ค. โปรตีน
ง. ไขมัน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เฉลยแบบทดสอบ
..................................
1. ก
2. ง
3. ข
4. ข
5. ก
6. ค
7. ง
8. ก
9. ค
10. ก
|
วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559
ข้อมูลผู้จัดทำ
ประวัติส่วนตัว
ชื่อ นางสาว รัชนีพร วิหารยนต์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1
เลขที่ 16
โรงเรียนนาแกพิทยาคม
อำเภอ นาแก จังหวัด นครพนม
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกเขต 22
วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559
การสืบพันธุ์แบบอาสัยเพศ
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (อังกฤษ: Sexual reproduction) คือการสืบพันธุ์ที่ต้องมีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (สเปิร์ม) และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (ไข่) แล้วเกิดออกมาเป็นไซโกตและเจริญมาเป็นเอมบริโอในเวลาต่อมา
ความสำคัญ
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ถือว่ามีผลดีในทางวิวัฒนาการ เพราะทำให้เกิดการแปรผันของลักษณะทางกรรมพันธุ์ คือเกิดสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะแตกต่างไปจากบรรพบุรุษ ซึ่งถือว่ามีโอกาสอยู่รอดได้มากกว่าตามหลักการคัดเลือกตามธรรมชาติของชาลส์ ดาร์วิน
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืช
พืชมีดอก
ดอกไม้เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของพวกแอนโฮไฟตา (anthophyta) เป็นส่วนที่เปลี่ยนแปลงมาจากกิ่งและใบ เพื่อทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์
- ดอกเดี่ยว คือดอกไม้ที่มีก้านชูดอกเพียงก้านเดียว และมีดอกอยู่เพียงดอกเดียวเช่นดอกมะเขือ ดอกฟักทอง ดอกฝรั่ง ดอกมะลิ ดอกชบา ฯลฯ
- ดอกช่อ คือดอกไม้ที่ประกอบด้วยดอกหลายดอกอยู่บนก้านชูดอกเดียวกัน แยกออกมาได้อีกเป็น 6 ชนิด
- ราซีม (Receme) เป็นช่อดอกที่มีดอกย่อยแตกออกมาจากแกนกลางไม่อยู่ในระดับเดียวกัน เช่นดอกหางนกยูง ดอกกล้วยไม้ ดอกขี้เหล็ก ดอกคูน ฯลฯ
- สไปค์ (Spike) เป็นช่อดอกที่คล้ายราซีม แต่ดอกย่อยไม่มีก้านดอก เช่นดอกมะพร้าว ดอกสับปะรด ดอกกระถินณรงค์ ฯลฯ
- แพนิเคิล (Panicle) เป็นช่อดอกที่มีช่อดอกแตกออกมาจากช่อดอกใหญ่อีกทีหนึ่ง เช่นหญ้างวงช้าง (Sympodium)
- อัมเบล (Umbel) เป็นดอกช่อที่มีแกนกลางสั้น ดอกย่อยเกือบอยู่ในระดับเดียวกันคล้ายร่ม เช่นดอกหอม ดอกกุยช่าย ดอกผกากรอง ฯลฯ
- คาปิทูลัม (Capitulum) เป็นดอกช่อที่มีแกนกลางใหญ่ แผ่ออกตรงกลางนูน มีดอกย่อยคิดอยู่จำนวนมาก เช่นดอกทานตะวัน ดอกดาวเรือง ดอกบานไม่รู้โรย ฯลฯ
- ไซม์ (Cyme) เป็นดอกช่อที่มีดอกย่อย 3 ดอก แตกออกมาจากจุดเดียวกัน เช่นดอกมะลิ ดอกผักบุ้งฝรั่ง และอีกหลายๆ อย่าง
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสัตว์
หมวดหมู่:
ที่มาhttps://www.blogger.com/blogger.g?blogID=5629799223626594109#editor/target=post;postID=6342419847075383151
การสืบพันธุ์
การสืบพันธุ์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากเอกสารอ้างอิงหรือแหล่งข้อมูล โปรดช่วยพัฒนาบทความนี้โดยเพิ่มแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ เนื้อหาที่ไม่มีการอ้างอิงอาจถูกคัดค้านหรือนำออก |
| บทความนี้หรือส่วนนี้ของบทความต้องการปรับรูปแบบ ซึ่งอาจหมายถึง ต้องการจัดรูปแบบข้อความ จัดหน้า แบ่งหัวข้อ จัดลิงก์ภายใน และ/หรือการจัดระเบียบอื่น ๆ คุณสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการกดที่ปุ่ม แก้ไข ด้านบน จากนั้นปรับปรุงหรือจัดรูปแบบอื่น ๆ ในบทความให้เหมาะสม |
การสืบพันธุ์ หรือ การขยายพันธุ์ (อังกฤษ: Reproduction) หมายถึง การเพิ่มจำนวนลูกหลานที่มีลักษณะเหมือนเดิมของสิ่งมีชีวิต โดยที่สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นนี้จะทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ล้มหายตายจากไป ทำให้สิ่งมีชีวิตเหลือรอดอยู่ในโลกได้โดยไม่สูญพันธุ์ไป
ประเภทของการสืบพันธุ์
การสืบพันธุ์ของสัตว์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (Asexual reproduction)เป็นการเพิ่มจำนวนลูกหลานที่ไม่ต้องอาศัยเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่มีการผสมกันของเซลล์สืบพันธุ์ เช่น การแบ่งเซลล์ของแบคทีเรีย การแตกหน่อของไฮดรา
- การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual reproduction)เป็นการสืบพันธุ์ที่ต้องอาศัยเพศโดยที่มีการสร้างเซลสืบพันธุ์เพศผู้และเซลสืบพันธุ์เพศเมียแล้วผสมกันเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยใหม่ซึ่งมีลักษณะเหมือนพ่อและแม่ เช่น การสืบพันธุ์ของมนุษย์
การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว[แก้]
การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมีทั้งแบบอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศส่วนใหญ่เป็นการแบ่งเซลล์เป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน (Binary Fission) เช่น อะมีบา พารามีเซียม บางสิ่งสืบพันธุ์โดยการแตกหน่อ (Budding) เช่น ยีสต์
นอกจากนี้สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบางชนิดก็มีลักษณะการสืบพันธุ์คล้ายการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เช่น พารามิเซียม เซลล์มี 2 นิวเคลียส คือ ไมโครนิวเคลียส (Micronucleus) และแมโครนิวเคลียส (Macronucleus) พารามิเซียม 2 เซลล์จะจับคู่กัน (Conjugation) เพื่อแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม จากนั้นจึงแยกกัน และแบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนตามปกติ การแตกหน่อ (Budding) ...............เป็นการสืบพันธุ์ของสัตว์ชั้นต่ำ โดยเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีการสร้างเนื้อเยื่อข้างลำตัวงอกออกมา แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวเล็ก ๆ ที่มีอวัยวะต่าง ๆ เหมือนตัวแม่ หลังจากติดอยู่กับตัวแม่ระยะหนึ่งก็จะหลุดออกมาไปอยู่อิสระตามลำพัง สัตว์ที่มีการสืบพันธุ์ลักษณะนี้ได้แก่ ไฮดรา หนอนตัวแบน ฟองน้ำ ปะการัง และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (พวกโพรติสต์) เช่น ยีสต์ ไฮดราฟองน้ำ ในพืชชั้นสูงก็มีพวก ขิง ข่า กล้วย หน่อไม้ เป็นต้น
- โพรติสต์ หมายถึง สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ที่ไม่อาจจัดเป็นพืชหรือสัตว์ได้อย่างชัดเจน เช่น เห็ด รา ยีสต์ โปรโตซัว ไวรัส สาหร่ายสีเขียว สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เป็นต้น
- ไฮดรา (Hydra) เป็นสัตว์ชั้นต่ำประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ลำตัวคล้ายเส้นด้าย มีขนาดประมาณ 0.5 - 1 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 0.5 - 1 เซนติเมตร มีหนวดเป็นเส้นยาว 4 - 12 เส้นลำตัวสีขาวขุ่น แต่บางชนิดมีสีเขียว ซึ่งเกิดจากสาหร่ายสีเขียวที่อาศัยอยู่ในตัวไฮดรา จึงทำให้สามารถสังเคราะห์แสงได้ อาหารของไฮดรา คือ ไรน้ำและตัวอ่อนของแมลงในน้ำ ไฮดราสามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบไม่อาศัยเพศและแบบอาศัยเพศ ดังนี้
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของไฮดรา เมื่อไฮดราเจริญเติบโตเต็มวัย จะมีการสร้างเนื้อเยื่อข้างลำตัวงอกออกมา แล้วเจริญเติบโตเป็นไฮดราตัวเล็ก ๆ หลังจากนั้นก็จะหลุดออกไปอยู่ตามลำพังได้เอง การสืบพันธุ์แบบนี้ เรียกว่า การแตกหน่อ (Budding)
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของไฮดรา
ไฮดรามีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ แต่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่อาหารไม่สมบูรณ์ ไฮดราจะมี 2 เพศอยู่ในตัวเดียวกัน โดยมีรังไข่อยู่ข้างลำตัว ลักษณะเป็นปุ่มใหญ่เหนือรังไข่บริเวณใกล้ๆหนวด (Tentacle) จะมีอัณฑะเป็นปุ่มเล็กๆ รังไข่จะผลิตเซลล์ไข่ และอัณฑะจะผลิตเซลล์อสุจิ โดยปกติไข่และตัวอสุจิจะเติบโตไม่พร้อมกัน จึงต้องผสมกับตัวอื่น ตัวอสุจิจากไฮดราตัวหนึ่งจะว่ายน้ำไปผสมกับไข่ที่สุกในรังไข่ของไฮดราตัวอื่นไข่ที่ผสมแล้วจะเป็นไซโกตซึ่งจะเจริญเติบโตอยู่กับตัวแม่ระยะหนึ่งจึงจะหลุดออกไปจากตัวแม่ แล้วเจริญเป็นไฮดราตัวใหม่ต่อไป
การแบ่งตัวออกเป็นสอง (Binary Fission) เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (พวกโพรติสต์) ได้แก่ อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนา และแบคทีเรีย การสืบพันธุ์วิธีนี้เกิดขึ้นโดยการแบ่งตัวจาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์ โดยนิวเคลียสของเซลล์จะแบ่งตัวก่อน แล้วไซโทพลาซึมจะแบ่งตามได้เป็นตัวใหม่ 2 ตัว ซึ่งแต่ละตัวจะมีลักษณะเหมือนตัวเดิมทุกประการ เช่น การแบ่งตัวของอะมีบา
พาร์ธีโนเจเนซิส (Parthenogenesis) เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของแมลงบางชนิด เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ เพลี้ย ไรน้ำซึ่งตัวเมียสามารถผลิตไข่ที่ฟักเป็นตัวได้โดยไม่ต้องมีการปฏิสนธิในสภาวะปกติไข่ของสัตว์ดังกล่าวจะฟักออกมาเป็นตัวเมียเสมอ แต่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต เช่น เกิดความแห้งแล้งหนาวเย็น หรือขาดแคลนอาหาร ตัวเมียก็จะผลิตไข่ที่ฟักออกเป็นทั้งตัวผู้และตัวเมีย จากนั้นสัตว์ตัวผู้และตัวเมียเหล่านี้จะผสมพันธุ์กันแล้วตัวเมียจะออกไข่ที่มีความคงทนต่อสภาวะที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวได้ ในผึ้ง มด ต่อ แตน ก็พบว่ามีการสืบพันธุ์แบบพาร์ธีโนเจเนซิสด้วยเช่นกัน โดยไข่ไม่ต้องมีการปฏิสนธิก็สามารถฟักออกมาเป็นตัวได้ ซึ่งจะฟักออกมาเป็นตัวผู้เสมอ
การงอกใหม่ (Regeneration) พบในสัตว์ชั้นต่ำ ได้แก่ ปลาดาว พลานาเรีย ไส้เดือนดิน ปลิง ซีแอนนีโมนี การงอกใหม่เป็นการสร้างส่วนของร่างกายที่ขาดหายไป โดยสัตว์เหล่านี้ถ้าร่างกายถูกตัดออกเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนจะสามารถงอกเป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ได้ ดังนั้นการงอกใหม่นี้จึงทำให้มีจำนวนสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นจากจำนวนเดิม
การสร้างสปอร์ (Spore Formation) เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการแบ่งนิวเคลียสหลาย ๆ ครั้ง ต่อจากนั้นไซโทพลาซึมจะแบ่งตาม แล้วจะมีการสร้างเยื่อกั้นเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนจะมีนิวเคลียส 1 อัน เรียกว่า สปอร์ (Spore) สัตว์ที่มีการสืบพันธุ์แบบนี้ ได้แก่ พลาส-โมเดียมซึ่งเป็นสัตว์ที่ทำให้เกิดโรคไข้มาลาเรีย
การขาดออกเป็นท่อน (Fragmentation) เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอีกแบบหนึ่งของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะพวกที่มีเซลล์ต่อกันเป็นเส้นสายโดยการหักเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนที่หลุดไปก็จะแบ่งตัวแบบ Mitotic cell division ได้เซลล์ใหม่ที่ต่อกันเป็นเส้นสายเจริญต่อไป เช่น พวกหนอนตัวแบน สาหร่ายทะเล
การสืบพันธุ์ของสัตว์
การสืบพันธุ์ของสัตว์มีทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศพบในสัตว์ที่มีร่างกายไม่ซับซ้อน และมีความสามารถในการงอกใหม่ เช่น พลานาเรีย ดาวทะเล สัตว์พวกนี้สามารถ สืบพันธุ์ด้วยวิธีการงอกใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นโดยส่วนของร่างกายที่ขาดออกไป หรือสูญเสียไปด้วยสาเหตุใดก็ตาม ก็สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวใหม่ได้ ทำให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น
สัตว์หลายชนิด เช่น ฟองน้ำ และ ไฮดรา สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่จากเซลล์ และกลุ่มเซลล์ของเดิม เรียกว่า การแตกหน่อ ซึ่งจะเจริญจนกระทั่งได้เป็นสิ่งมีชีวิตตัวใหม่ที่เหมือนเดิม แต่มีขนาดเล็กกว่า ต่อมาหน่อจะหลุดออกมาจากตัวเดิมและเจริญเติบโตต่อไป
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเกิดจาก การปฏิสนธิ (Fertilization) ของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้หรืออสุจิ กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียหรือเซลล์ไข่ อาจจะเกิดภายในหรือภายนอกร่างกายของสัตว์เพศเมียก็ได้ โดยเซลล์ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วเรียกว่าไซโกต จะเจริญเติบโตเป็นเอ็มบริโอ และตัวเต็มวัยที่สามารถสืบพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรต่อไปได้
สัตว์ส่วนใหญ่มีอวัยวะเพศแยกกันอยู่คนละตัวเป็นสัตว์เพศผู้และเพศเมีย แต่บางชนิดจะมีทั้งสองเพศในตัวเดียวกันเรียกว่า กะเทย (Hermaphrodite) เช่น ไฮดรา พลานาเรี ไส้เดือนดิน เป็นต้น
หมวดหมู่:
ที่มาhttps://www.blogger.com/blogger.g?blogID=5629799223626594109#editor/target=post;postID=4268449104717229495
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
